โทรสั่งซื้อ ซื้อผ่านไลน์ ซื้อผ่านเว็บ แจ้งโอนเงิน
 

 

  ขับเคลื่อนโดย แปลภาษา
 

สาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

 

โรคเบาหวานหมายถึง ภาวะที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลีนได้ หรืออินซูลีนที่สร้างขึ้นมา ไม่สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ภาวะเหล่านี้ ก็จะเป็นภาวะเบาหวาน ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลที่จะออกมาสูงเกินว่า 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  โรคเบาหวาน มีทั้งหมด 4 ชนิด ชนิดที่พบบ่อย คือ ชนิดที่ 2 ลักษณะที่อายุมากขึ้น ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้น้อยลง และดื้อต่ออินซูลีน แต่อีกชนิดหนึ่ง ก็เป็นชนิดที่ 1 พบในผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี เป็นเด็กที่มีลักษณะอ้วน อินซูลีนมีน้อย ไม่สามารถใช้อินซูลีน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีผลแทรกซ้อน มีโรคแทรกซ้อนได้มาก ระดับน้ำตาลที่สูงขึ้นในเลือด จะทำให้เป็นสภาวะของเบาหวาน เมื่อระดับน้ำตาลสูงขึ้น ถ้ามีกระทบไปที่ตา หรือที่เรียกว่าเบาหวานเข้าจอประสาทตา เกิดอาการจอประสาทตาเสื่อม ทำให้มีอาการเกิดต้อได้มากขึ้น เมื่อเบาหวานลงไตก็จะทำให้เส้นเลือดที่บริเวณไต มีการอักเสบหนาตัว เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงที่ไตได้ดี ก็จะเกิดภาวะไตวาย สำหรับเบาหวานน้ำตาลที่สูงขึ้นไปที่หัวใจ ก็จะทำให้เส้นเลือดที่หัวใจมีลักษณะแข็ง ก็จะเกิดลักษณะหลอดเลือดของหัวใจ ทำให้มีลักษณะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เกิดหัวใจวายได้ และโรคที่พบบ่อย คือ เบาหวานที่ทำให้เส้นเลือดที่สมองมีลักษณะแข็ง ก็จะทำให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต สำหรับอาการของโรคเบาหวาน ในระยะต้นจะไม่มีอาการ ถ้าเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดมากขึ้น เป็นเบาหวานมากขึ้น ก็จะมีอาการปัสสาวะบ่อย กลางคืนก็จะมีอาการปัสสาวะหลายครั้ง อาจจะมีอาการคันตามตัว มีอาการเป็นลม เนื่องจากมีระดับน้ำตาลสูง หรือมีระดับต่ำ และสุดท้ายก็จะพบว่ามีลักษณะที่หิวบ่อย รับประทานอาหารบ่อย แต่น้ำหนักลดลง บุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน คือ บุคคลที่มีอายุมากขึ้น มีลักษณะที่อ้วน ชอบบริโภคอาหารที่มีไขมันในปริมาณที่มาก ไม่ออกกำลังกาย พฤติกรรมต่างๆ สูบบุหรี่ ดื่มสุราต่างๆ ทั้งหมดนี้ก็จะทำให้มีความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติในครอบครัวมีพันธุกรรมว่ามีคุณพ่อคุณแม่เป็นเบาหวาน ท่านก็จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานมากขึ้น อีกกลุ่มคือ กลุ่มที่มีภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย ก็จะทำให้มีความเสี่ยง ลักษณะจะอ้วน ลงพุง ลักษณะที่มีไขมันบริเวณพุงมากเกินไป ที่เรียกว่าไขมันสีน้ำตาลนั้น แสดงให้เห็นว่าท่านมีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน กลุ่มต่างๆเหล่านี้ อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เป็นกลุ่มเมตาบอลิกซินโดรม (Metabolic syndrome) คือ ภาวะอ้วน ลงพุง มีไขมันสูง ภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย มีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มีไขมัน LDL สูง ทั้งหมดนี้เสี่ยงต่อการเป็นภาวะเบาหวาน สำหรับอาการของโรคเบาหวาน ถ้าในระยะต้นจะไม่มีอาการ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดมากขึ้น เป็นเบาหวานมากขึ้น ก็จะมีอาการปัสสาวะบ่อย กลางคืนก็จะมีอาการปัสสาวะหลายครั้ง อาจจะมีอาการคันตามตัว มีอาการเป็นลม เนื่องจากระดับน้ำตาลสูง หรือมีระดับต่ำ และสุดท้ายก็จะพบว่ามีลักษณะที่หิวบ่อย รับประทานอาหารบ่อย แต่น้ำหนักลดลง การป้องกันเบาหวาน คือ การควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยการบริโภคอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต แป้ง ไขมันในปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกาย เช่น เมื่ออายุมากขึ้น ต้องบริโภคเรื่องของแป้ง น้ำตาลต่างๆ ลดปริมาณลง เช่น เดิมรับประทานข้าว 2 ทัพพี อาจจะลดลงเหลือ 1 ทัพพี อาหารโปรตีนรับประทานในระดับปกติ แต่เราเพิ่มปริมาณของผัก เพราะผักมีเซลลูโลสและคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก ทำให้ระดับน้ำตาลไม่สูง เลือกบริโภคอาหารที่มีลักษณะเรียกว่า GLYCEMIC INDEX (ดัชนีน้ำตาล) ต่ำๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ารับประทานน้ำเชื่อม GLYCEMIC INDEX เท่ากับ 100 เมื่อรับประทานเข้าไป ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นทันที แต่ถ้าท่านรับประทานข้าว ซึ่งเป็นแป้ง GLYCEMIC INDEX อยู่ที่ประมาณ 55 ก็จะขึ้นได้เร็วพอสมควร แต่ถ้าท่านรับประทานผักหรือว่าน้ำเต้าหู้ GLYCEMIC INDEX จะเหลือ 30 เพราะฉะนั้น การดูดซึมระดับน้ำตาลก็จะช้าๆ การที่เป็นภาวะเบาหวานจะต้องควบคุมน้ำตาลในเลือดให้ไม่สูงกว่าปกติ และต้องอยู่ในระดับที่สม่ำเสมอโดยการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลหรือมีแป้งต่ำ จากนั้นเรื่องของการออกกำลังกายจะเป็นเรื่องที่ทำให้การควบคุมของระดับน้ำตาลดีขึ้น โดยการออกกำลังกายชนิดใช้ออกซิเย่น คือ การเดินเร็วๆ อีกส่วนหนึ่งคือ การเจาะเลือดติดตามการรักษาว่าได้ผลดีหรือไม่ โดยการเจาะระดับน้ำตาลหลังจากงดอาหาร 8 ชั่วโมง หรืออีกตัวหนึ่งก็คือ การเจาะระดับน้ำตาลที่สะสมอยู่ในเม็ดเลือดแดง 120 วัน ค่าที่ได้จะต้องไม่เกิน 5.8 เราเรียกว่าตรวจฮีโมโกลบินเอวันซี ซึ่งจะเป็นตัวที่จะบอกว่า ท่านได้รับประทานอาหารที่มีแคลอรี่ไม่สูง ทำให้ระดับน้ำตาล 120 วันนี่ดี สำหรับการรักษาเบาหวาน มีด้วยกัน 2 วิธี วิธีที่หนึ่ง เป็นการรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ โดยการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต มีน้ำตาลต่างๆ ไม่มากเกินไป รับประทานที่มีไฟเบอร์ คือ รับประทานผัก ผลไม้ต่างๆ มาก ก็จะทำให้ระดับน้ำตาลสามารถที่จะควบคุมไม่เกิน 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  วิธีที่สอง คือ การรักษาโดยใช้ยา ยาส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากการให้ชนิดรับประทาน ซึ่งก็จะมีการให้ยาตามลักษณะของการรับประทานอาหารเพื่อให้ระดับน้ำตาลสม่ำเสมอ ในกรณีที่รับประทานยาแล้วไม่ได้ผล ระดับน้ำตาลสูงเกินไปจำเป็นที่จะต้องให้ยาชนิดฉีด คือ อินซูลีน สำหรับยาฉีด ปัจจุบันนี้และยารับประทานสามารถมีนวัตกรรมที่ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น และในยาบางตัวมีนวัตกรรมที่ทำให้หิวน้อยลง รับประทานอาหารน้อยลง เพราะฉะนั้นการควบคุมเบาหวานก็ดีขึ้น โรคแทรกซ้อนต่างๆที่เกิดจากยาก็ลดลง